พลเอกสุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ หัวหน้าผู้แทนพิเศษของรัฐบาลและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในการประชุมเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนตามกลไกประชารัฐ ครั้งที่ ๗

              พลเอกสุรเชษฐ์  ชัยวงศ์  หัวหน้าผู้แทนพิเศษของรัฐบาลและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในการประชุมเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนตามกลไกประชารัฐ ครั้งที่ ๗ ณ ห้องประชุมรูสะมิแล  สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดปัตตานี ( กศน.) อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี เพื่อพบปะกับผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น ตัวแทนภาคประชาสังคม กลุ่มต่างๆ  ทุกภาคส่วน  เพื่อรับฟังปัญหา ข้อขัดข้อง ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามแนวทางนโยบายยุทธศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” การประชุมเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนตามกลไกประชารัฐ 
      พลเอกสุรเชษฐ์  ชัยวงศ์ หัวหน้าผู้แทนพิเศษของรัฐบาลได้ดำเนินการจัดประชุมการประชุม เสริมสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนตามกลไกประชารัฐ  ตามดำริของนายกรัฐมนตรี โดยหมุนเวียนจัดการประชุมในพื้นที่ต่างๆ และถือโอกาสนี้ในการให้ความรู้รวมทั้งบริการประชาชน ที่มาเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นในรูปแบบของการจัดนิทรรศการด้วย สำหรับการประชุมเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนตามกลไกประชารัฐ  ครั้งที่ ๗ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยได้จัดนิทรรศการ  ฐานการเรียนรู้ ศาสตร์พระราชา  การเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  ที่สามารถนำมาปรับใช้ในการประกอบอาชีพและการปฏิบัติตัวให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน นิทรรศการจากสถาบันอาชีวศึกษาที่เน้นการเรียนสายอาชีพ อาชีวศึกษา เพื่อสร้างงานให้กับเยาวชน การนำสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมอาชีวศึกษาเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมในพื้นที่ เช่นการใช้หุ่นยนต์ในการสอนขับรถยนต์ การใช้หุ่นยนต์ในระบบโรงงานอุตสาหกรรม  การสาธิตและแสดงผลงานทางด้านคหกรรมในการตกแต่งอาหาร ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพทางด้านการศึกษาทั้งสายสามัญและสายอาชีพให้กับเยาวชนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีบริการตัดผมฟรี  นิทรรศการและการบริการตรวจสุขภาพเพื่อให้ประชาชนได้มีความรู้ในการดูแลและป้องกันโรคต่างๆ ด้วยตนเอง โดยปีที่ผ่านมารัฐบาลได้จัดการประชุมในรูปแบบประชารัฐมาแล้วจำนวน ๖ ครั้ง ได้รับทราบปัญหาจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่จำนวน ๔๘ ประเด็น ทำให้รัฐบาลสามารถดำเนินการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ตรงจุดมากขึ้น