ยุทธศาสตร์ชาติกับการดำรงอัตลักษณ์มุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติให้รัฐจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศ ส่งผลให้มีการตราพระราชบัญญัติ การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 สำหรับใช้เป็นกรอบแนวทางการพัฒนาประเทศตั้งแต่ พ.ศ. 2560 - 2579 หรือ “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” แบ่งยุทธศาสตร์การพัฒนา เป็น 6 ด้าน ยุทธศาสตร์ที่ 1 คือ ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ประกอบด้วยประเด็นหลัก 5 ประเด็นด้วยกัน  
1 ใน 5 ประเด็นดังกล่าว คือการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง ซึ่งแยกออกเป็นประเด็นย่อย คือ การสร้างความปลอดภัยและความสันติสุขอย่างถาวรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  โดยได้ระบุถึงการส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรมในพื้นที่ให้เข้มแข็ง ผลักดันให้มีการยึดถือคำสอนที่ถูกต้องของศาสนามาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ตลอดจนป้องกันมิให้มีการบิดเบือนคำสอนของศาสนาไปในทางที่ไม่ถูกต้อง อันเป็นที่มาของแนวทางหลักแนวทางหนึ่งของแผนปฏิบัติการเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2561 – 2564 คือแนวทางการพัฒนาเพื่อความมั่นคง และมีแนวทางย่อย ได้แก่ แนวทางการพัฒนาการศึกษาที่สนับสนุนการแก้ไขปัญหาความมั่นคง  ซึ่งระบุชัดว่า “พัฒนาการจัดการศึกษาของศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด สถาบันการศึกษาปอเนาะ และการศึกษาตามอัธยาศัยให้มีคุณภาพ สอดคล้องตามหลักศาสนา”  อันเป็นนโยบายการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคในปัจจุบัน 


ในด้านการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดทำแผนงานและโครงการต่างๆ อาทิ การส่งเสริมศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา)  ส่งเสริมการศึกษาสถาบันศึกษาปอเนาะ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา  รวมทั้งส่งเสริมกิจการศาสนาอิสลาม สนับสนุนงบประมาณทั้งกับองค์กร และบุคลากรทางศาสนา  และอีกมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ในสายตาขององค์กรระหว่างประเทศโดยเฉพาะองค์กรความร่วมมืออิสลาม  (โอไอซี) ที่ได้เดินทางมาเยือนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หลายครั้ง


นอกจากนี้ ยังมีนโยบายพัฒนาคุณภาพการศึกษาสายสามัญในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาให้ทัดเทียมกับสถานศึกษาของรัฐ  เนื่องจากผลสัมฤทธิ์การศึกษาสายสามัญของเยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ในระดับต่ำ ทำให้ขาดโอกาสในการศึกษา ตลอดจนการแข่งขันเข้ารับราชการอันเป็นที่นิยมและมีความมั่นคงในอาชีพ  โดยมีโครงการให้ทุนการศึกษาโครงการต่างๆ ทั้งการศึกษาในประเทศ และต่างประเทศตามความต้องการ ซึ่งมีไม่น้อยที่ไปศึกษาต่างประเทศโดยเฉพาะในแถบตะวันออกกลาง อันเป็นแหล่งวิชาการทางศาสนาที่สำคัญ ตลอดจนสนับสนุนให้ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามให้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ เพื่อนำหลักศาสนาที่ถูกต้องมาใช้การดำเนินชีวิต อันจะส่งผลให้เกิดความสันติสุขแก่ตนเองและสังคม 
สำหรับในด้านการส่งเสริมอัตลักษณ์ นอกจากจะส่งเสริมการศึกษาอิสลามประจำมัสยิด ส่งเสริมสถาบันการศึกษาปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาแล้ว ยังให้เยาวชน นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนข้าราชการ ที่เป็นสตรีสามารถแต่งกายตามหลักศาสนา โดยใช้ผ้าคลุม “ฮีญาบ”ในโรงเรียนและสถานที่ราชการได้ นอกจากนี้ยังได้กำหนดให้วันสำคัญทางศาสนาอิสลามเป็นวันหยุดราชการด้วย ซึ่งในปีหนึ่งมี 2 ครั้ง คือวันตรุษอิดิ้ลฟิตรี  (รายอปอซอ) และวันตรุษอิดิ้ลอัฎอา (รายอฮัจญี) เพื่อเปิดโอกาสให้ไปประกอบพิธีทางศาสนา ซึ่งหมายถึงการรักษาอัตลักษณ์วัฒนธรรมประจำถิ่นให้คงอยู่ตลอดไป   


ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้น หากแต่มีมานานนับสิบปีแล้ว เพียงแต่ยุทธศาสตร์ฉบับนี้ ได้นำมากำหนดอีกครั้งเพื่อเป็นหลักประกันความมั่นใจให้กับพี่น้องชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ดำรงชีวิตตามวิถีวัฒนธรรม หลักศาสนา และอัตลักษณ์ของตนด้วยความภาคภูมิใจและยั่งยืน