โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 แจงข้อเท็จจริง หลังตัวแทนกลุ่ม “บุงารายา”ร่วมเวทียูเอ็น

ภาพและข่าวโดย: ผู้จัดการออนไลน์  4 ธ.ค. 2562 และ ศปชส.กอ.รมน.ภาค 4 สน.

เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2562  พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า จากกรณี นายฮาซัน ยามาดีบุ ประธานกลุ่มบุหงารายา ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนเรื่องภาษาและวัฒนธรรมมลายูใน 3 จชต. ได้เข้าร่วมประชุมเวทีสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องชนกลุ่มน้อย ณ กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 25 - 27 พ.ย. 62 ที่ผ่านมา โดยได้มีการกล่าวอ้างว่า รัฐมีนโยบายแทรกแซง คุกคามระบบการศึกษา การใช้ภาษา และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของคนไทยมุสลิม เชื้อสายมลายู รวมทั้งการระบุว่าศูนย์ตาดีกาใน จชต. ได้ถูกกล่าวหาจากเจ้าหน้าที่ว่าเป็นสถานที่ บ่มเพาะและสอนเรื่องการใช้ความรุนแรง นั่นเป็นเหตุให้ครูตาดีกาหลายคนถูกจับและทหารก็ถูกส่งไปยังโรงเรียน ทำให้โรงเรียนเหล่านี้กลายเป็นเป้าหมายของการถูกโจมตี นอกจากนี้ภายหลังนายฮาซันฯ ได้เดินทางกลับประเทศไทย ได้มีองค์กรเครือข่ายและนักเคลื่อนไหวทั้งในและนอกพื้นที่ ได้โพสต์และแชร์ข้อความในเฟสบุ๊คและสื่อออนไลน์อื่นๆ กล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐเข้าข่มขู่และคุกคามเอาชีวิตนายฮาซันฯ และได้มีการรณรงค์ผ่านข้อความ "Save Activists Patani" อย่างแพร่หลายนั้น จากการกล่าวอ้างของ นายฮาซัน ยามาดีบุ ในครั้งนี้ คลาดเคลื่อนบิดเบือนไปจากความเป็นจริงอย่างมาก จึงขอชี้แจงให้ทราบดังนี้


1. ประเทศไทยถือว่าได้รับการยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศ ในการเป็นสังคมพหุนิยมที่เคารพในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ศาสนา และเผ่าพันธุ์ แม้แต่ผู้แทนขององค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ที่มาศึกษาดูงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หลายครั้ง ก็ได้แสดงการยอมรับ และชื่นชมมาโดยตลอด อีกทั้งนโยบายของรัฐบาลก็ไม่เคยกีดกัน พร้อมทั้งให้การสนับสนุน และส่งเสริมในด้านการศึกษา ศาสนา ภาษา ศิลปะ พหุวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง
2. รัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาอิสลามศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเป็นเรื่องที่มีความแตกต่างจากบริบทของภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทย เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และใช้ภาษามลายูถิ่นในการสื่อสาร จึงมีความจำเป็นต้องให้ความรู้ด้านศาสนาอย่างลึกซึ้ง ประกอบกับคำสอนในศาสนาอิสลามใช้ภาษาอาหรับเป็นหลัก จึงต้องมีโรงเรียนสอนศาสนาควบคู่กับการสอนภาษามลายู ภาษายาวี และภาษาอาหรับ รัฐบาลได้ดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การพัฒนาศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเห็นความสำคัญของการจัดการศึกษาอิสลามศึกษา โดยการจัดการเรียนการสอนตามหลักศาสนา ตามวิถีอิสลามศึกษา และได้สนับสนุนส่งเสริมการสอนอิสลามศึกษา ทั้งในและนอกระบบโรงเรียน รวมถึงโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามมาโดยตลอดทุกรูปแบบ ภายใต้การขับเคลื่อนของศูนย์ประสานงานและบริการทัวร์การศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มุ่งขับเคลื่อนตามแผนพัฒนาการศึกษา เพื่อยกระดับการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น ได้แก่ การสนับสนุนเงินอุดหนุน (ค่าหนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน กิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน) และด้านกายภาพ ความหลากหลายของโรงเรียนสอนศาสนาในปัจจุบันมีทั้งโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา สถาบันศึกษาปอเนาะ และศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) ประกอบด้วย
ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) ซึ่งเป็นสถานที่สอนศาสนาอิสลามพื้นฐานกับเด็กและเยาวชนมุสลิมให้มีความรู้ สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้เด็กและเยาวชนดำรงชีวิตในโลกนี้อย่างถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม ปัจจุบันมี 2,116 ศูนย์ นักเรียน 159,305 คน และครู 14,732 คน ด้วยการจ่ายเงินอุดหนุนเป็นค่าตอบแทนครูผู้สอน และค่าบริหารจัดการมัสยิด เป็นเงิน 14,000-20,000 บาท/เดือน/ศูนย์ นอกจากนี้ได้พัฒนาจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรอิสลามศึกษาฟัรฎูอีนประจำมัสยิดระดับอิสลามศึกษาตอนต้น และพัฒนาผู้สอนได้มีโอกาสศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และได้รับการยอมรับในการถ่ายโอนวุฒิการศึกษาได้ สถาบันศึกษาปอเนาะ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนานอกระบบ มาตรา 15 (2) พัฒนาสถาบันให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของปอเนาะ และความต้องการของโต๊ะครู พัฒนาทางด้านกายภาพ พัฒนาผู้เรียน ให้มีทักษะวิชาชีพ และความรู้สายสามัญอย่างน้อยระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และส่งเสริมการใช้นวัตกรรมการสอนอัลกุรอานที่หลากหลาย เช่น วิธีกีรออาตี อิกเราะหฮุ หรือวิธีอื่นๆ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในระบบ มาตรา 15 (1) พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนอิสลามศึกษา ตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงระดับอุดมศึกษาให้เป็นเอกภาพมาก และไม่ซ้ำซ้อน


3. จากพฤติกรรม และการเคลื่อนไหวของ นายฮาซัน ยามาดีบุ ประธานกลุ่มบุหงารายา และองค์กรเครือข่าย ทั้งในและนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดเวลาที่ผ่านมา รวมทั้งการเคลื่อนไหวล่าสุดในเวทีสหประชาชาติ ภายใต้ชุดความคิดส่วนตัว และฐานข้อมูลที่ถูกบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงภายใต้นโยบายแห่งรัฐ ต่อสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นการจงใจให้ร้ายต่อประเทศไทยว่ารัฐบาลได้คุกคามคนมลายูมุสลิม ทั้งเรื่องอัตลักษณ์ท้องถิ่น และความไม่ปลอดภัยจากการถูกโจมตีในสถานศึกษา ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีเหตุการณ์โจมตีสถานศึกษา และทำร้ายบุคคลากรทางการศึกษาที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งนี้ เพราะการสูญเสียดังกล่าวล้วนเกิดจากการกระทำของผู้ก่อเหตุรุนแรง เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องคุ้มครองความปลอดภัย และบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มก่อเหตุ ซึ่งพบว่ามีครูสอนศาสนาบางคนเข้าร่วมก่อเหตุ และให้การสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ ดังหลักฐานเชิงประจักษ์ในหลายๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังมีการเคลื่อนไหวขององค์กรเครือข่าย และนักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐผ่านเฟซบุ๊ก และสื่อออนไลน์ ด้วยการกล่าวหาว่านายฮาซัน ได้ถูกเจ้าหน้าที่รัฐข่มขู่คุกคามเอาชีวิต จนได้มีการรณรงค์ให้ช่วยกัน “ปกป้องนักเคลื่อนไหวในปัตตานี” กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าว นอกจากจะสร้างความเสื่อมเสียให้กับประเทศชาติ และสร้างความเสียหายให้กับเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว ถือเป็นการโกหก หลอกลวง และเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ เพื่อสร้างความรู้สึกร่วม และขยายความขัดแย้งไปสู่วงกว้าง จึงขอให้ “หยุดให้ร้ายประเทศชาติ และใส่ร้ายเจ้าหน้าที่รัฐ” เพราะถือเป็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย