ผู้แทนพิเศษของรัฐบาลร่วมประชุมและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมรับฟังบรรยายพิเศษจาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ในหัวข้อ "ยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา กับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้”

เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๖๒ เวลา ๐๙.๐๐ น. พลเอก สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ หัวหน้าผู้แทนพิเศษของรัฐบาลและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนตามกลไกประชารัฐ ครั้งที่ ๙ (๑/๒๕๖๒) จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จังหวัดนราธิวาส โดยมีคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ผู้แทนหน่วยงานราชการต่าง ๆ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน นักศึกษา และผู้แทนภาคประชาชน เข้าร่วมการประชุมในที่ประชุมมีการรายงานผลงานการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของรัฐบาลและการบรรยายพิเศษในหัวข้อ "ยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา กับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้” โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อเป็นการน้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทานของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาขยายผลให้ผู้ที่ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้และผู้เข้าร่วมการประชุมได้มีความเข้าใจ ยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา อย่างถ่องแท้และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ยุทธศาสตร์พระราชา “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็นวิธีการแห่งศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงใช้เป็นวิธีการทรงงานมาตลอด
รัชสมัย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่ได้สนองงานมาอย่างใกล้ชิดได้เคยอธิบายความหมายของคำว่า “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” คือก่อนที่จะทำอะไรต้องมีความเข้าใจปัญหา ศึกษาข้อมูลที่มีอยู่อย่างรอบด้าน วิเคราะห์วิจัย ทั้งด้านกายภาพ จารีต ประเพณี และวัฒนธรรม ระหว่างการดำเนินงานกับผู้อื่นก็ต้องทำให้เขาเข้าใจเราด้วย เมื่อรู้ปัญหาแล้วก็ต้องเข้าถึงโดยต้องให้เขาเข้าถึงเราด้วยจึงจะเกิดการพัฒนา โดยต้องระเบิดจากข้างในคือคนในชุมชนที่มีความต้องการและมีความพร้อมที่จะพัฒนา ไม่ใช่นำความเจริญหรือบุคคลภายนอกเข้าไปปรับเปลี่ยนโดยที่ชุมชนยังไม่ได้เตรียมตัว ทั้งนี้รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำเร็จแห่งศาสตร์พระราชาจึงได้น้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน มาปรับใช้ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ความรุนแรงและรักษาความเป็นพหุวัฒนธรรมของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีมาอย่างยาวนานให้ยั่งยืนต่อไป​